-เราทราบว่าดื่มชา มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้ว ปริมาณชาที่ดื่ม เท่าไหร่ จึงจะดีต่อสุขภาพ ดื่มมากๆ จะเกิดผลเสียไหม
-มีการศึกษาในประชากรกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่มในประเทศจีน และ ประเทศอังกฤษ ทำแบบสำรวจ และตรวจเช็คสุขภาพ เพื่อเปรียบเทียบ ระดับสุขภาพกับอายุ ว่า เขาเหมือนคนอายุเท่าไหร่ พบว่าคนที่ดื่มชา มีสุขภาพดี เหมือน อายุน้อยกว่าความเป็นจริง
-การศึกษาในประเทศจีน(CMEB) ทำในประชากร 7,931 ราย อายุเฉลี่ย 51 ปี เป็นเพศหญิง 61% ติดตามนาน 2 ปี ส่วนการศึกษาในประเทศอังกฤษ(UKB) ทำในประชากร 5,998 ราย อายุเฉลี่ย 59 ปี เป็นเพศหญิง 48% ติดตามนาน 4.5 ปี ทำการศึกษาเกี่ยวกับอายุทางสุขภาพ(Biological age : BA) ด้วยเครื่องมือ Klemera Doubal method (KDM) พบว่า คนที่ดื่มชา มีสุขภาพดีกว่าคนอายุเดียวกัน เหมือนอายุน้อยลง เทียบกับคนที่ไม่ดื่มชาเลย ในกระบวนการวัดสุขภาพ มีค่าบ่งชี้สุขภาพ 15 อย่าง เช่น ความดันโลหิต สัดส่วนพุงต่อสะโพก ความจุปอดสูงสุดเมื่อหายใจเข้า ค่าน้ำตาลในเลือด3เดือน(HbA1C) ค่าไขมันในเลือด(TG) การทำงานของไต(BUM, Cr) ลักษณะของเลือดและเกล็ดเลือด การทำงานของตับ ระดับวิตามินD ฯลฯ
-เมื่อศึกษาแยกกลุ่มย่อยถึงรายละเอียดของการดื่มชา พบว่า คนที่ดื่มชาเป็นประจำ หรือ คนที่ไม่เคยดื่มเริ่มหันมาดื่มชา จะมีสุขภาพดีขึ้น เหมือนหนุ่มสาวขึ้น ขณะที่คนที่เคยดื่มชา และ หยุดดื่ม ในการศึกษาของจีน พบว่ายังดูมีอายุน้อยลง แต่ในอังกฤษ พบว่า ดูเหมือนอายุมากขึ้นเทียบกับคนที่ไม่เคยดื่มชา และ ยังไม่ได้เริ่มดื่มชา
-เมื่อศึกษาถึงความถี่ หรือ ปริมาณชา ที่ดื่มต่อวัน พบว่า ดื่มชาหลายแก้ว มีประโยชน์ แต่ ประโยชน์ สูงสุด อยู่ที่วันละ 2-3 แก้ว ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง การศึกษาในอังกฤษ และ ใน จีน แต่มีผลต่างกันเล็กน้อยคือ คนที่ดื่มชาวันละ 1 แก้ว ในอังกฤษ อาจจะได้ผลดีขึ้นน้อยมาก และ ดื่มเกิน 4 แก้วต่อวัน ก็ได้ผลน้อยลง
-ทั้งนี้ ในการศึกษา ได้ปรับปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา โรคร่วมเช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เมื่อให้เห็นความแตกต่าง ที่ไม่เกิดความลำเอียง