-มีการโฆษณา ยา และ อาหารเสริม ที่บอกว่า ใช้รักษาไขมันพอกตับ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งตับ … เป็นการกล่าวอ้าง ที่อาจทำให้คนเข้าใจผิดครับ
-ที่จริงไขมันพอกตับ ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งครับ แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตับ ที่จะมีมะเร็งเกิดขึ้นหรือไม่เป็นมะเร็งก็ได้… ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ลองเทียบดูนะครับ ….แก้วน้ำที่อุณหภูมิปกติ เวลาใส่น้ำแข็งเข้าไปในแก้ว เติมน้ำเข้าไป เราจะได้น้ำเย็นๆ ไว้ดื่ม ขณะเดียวกัน เราเอามือจับที่ข้างแก้ว เราก็รู้สึกได้ว่า แก้วนั้น เย็น การเจอว่าแก้วน้ำเย็น ไม่ได้แปลว่า แก้วทำให้น้ำในแก้วเย็น แต่เป็นน้ำแข็งต่างหากที่ทำให้น้ำในแก้วเย็น … เราจับที่ข้างแก้ว แล้วพบว่า แก้วเย็น ก็อนุมาน ได้ว่า น้ำในแก้วจะเย็น … ไขมันพอกตับ ก็เหมือนกันครับ มีเหตุที่ทำให้ตับเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นขั้นเป็นตอน เสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น เป็นไวรัสตับอักเสบ และตับเริ่มเสียหาย จะพบไขมันพอกตับ ต่อมาเสียหายเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นตับแข็ง และ กลายเป็นมะเร็ง … ในระหว่างที่ตับเสียหาย เราจะพบปรากฏการณ์ ไขมันพอกตับ ซึ่งบางคน เมื่อตามต่อไป ก็พบว่าเป็นมะเร็ง แต่ ต้นเหตุของมะเร็งตับ คือไวรัสตับอักเสบ ไม่ใช่ไขมันพอกตับ … ไขมันพอกตับ เป็นเพียง ผลที่เกิดจากการอักเสบของตับ จากไวรัสตับอักเสบครับ … ภาวะที่เราเจอไขมันพอกตับ ก็เหมือนเราคลำที่แก้วน้ำ แล้วพบว่าแก้วน้ำเย็นครับ
-คนเป็นมะเร็งตับ หลายคน ไม่มีภาวะไขมันพอกตับให้เห็นเลยก็มี เช่น มะเร็งท่อน้ำดีในตับ ฯลฯ และ คนเป็นไขมันพอกตับ ส่วนใหญ่ ก็ไม่นำไปสู่การเป็นมะเร็งตับ เพราะ ถ้ามีการอักเสบของเซลล์ตับ ก็เกิดไขมันพอกตับได้เสมอ การอักเสบของตับที่เกิดจากบางสาเหตุ ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง เพราะ การอักเสบนั้น หยุดไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผิดกับคนที่เป็น พาหะ ของไวรัสตับอักเสบ ซึ่งยังคงมีไวรัสที่ยังมีชีวิต และ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ คอยรบกวนทำให้เกิดการอักเสบในตับตลอดเวลา ตับเสียหายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
-ตับเป็นแหล่งกำจัดสารพิษ หรือ ของเสีย จากร่างกายของเรา ยา และ อาหารที่มีสารเคมี และ สี ที่เรากินเข้าไป จะไปทำลายที่ตับ ตับจึงเป็นเหมือน โรงงานกำจัดขยะ ขนาดใหญ่ หากปริมาณของเสียมีไม่มาก ตับก็กำจัดได้ทัน แต่ถ้ามีมาก ตับก็ทำงานหนักมากขึ้น ทุกๆครั้งที่มีการกำจัดของเสีย เซลล์ตับ จะได้รับผลผลิตจากการกำจัดของเสีย เป็นสารพิษ ซึ่ง เซลล์ตับก็ต้องเยียวยาตัวเอง ให้หายอักเสบ ดังนั้น ถ้าของเสียมาก และ ตับเยียวยาไม่ทัน เซลล์ตับจะบวมขึ้น จากผลของการอักเสบ ทำให้มีไขมันไปพอก เซลล์ตับที่ปกติจะไม่มีไขมันไปพอกครับ และ อาการที่เซลล์ตับ บวมโตขึ้น ภาพอัลตราซาวดน์ และการตรวจชิ้นเนื้อของตับ จะพบลักษณะไขมันพอกตับขึ้น ไม่ใช่ กินไขมันมากเกินไป แล้ว ไขมันไปสะสมที่ตับนะครับ… หากเราหยุดยั้งการทำร้ายตับ เซลล์ตับจะฟื้นฟูตัวเอง ให้กลับมาเป็นปกติ แต่หากเราไม่หยุดทำร้ายเซลล์ตับ เซลล์ตับก็จะเสียหายเพิ่มขึ้น มีไขมันพอกตับเพิ่มขึ้น เรื่อยๆครับ และกลายเป็นตับแข็งได้
-สิ่งที่เป็นอันตรายต่อตับ คือ สารเคมี โดยเฉพาะยา ไม่ว่าจะเป็น ยาแผนปัจจุบัน หรือ ยาสมุนไพร ดังนั้น การใช้ยา จำเป็นต้องมีความระมัดระวัง และ ใช้เท่าที่จำเป็น การกินยาต่อเนื่อง(โดยไม่ได้รับการดูแลจากผู้มีความรู้) ซื้อยากินเอง เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราพบ ไขมันพอกตับมากขึ้นในปัจจุบันครับ
-ไขมันพอกตับ เป็นเพียงพยานแวดล้อมในคดี ไม่ใช่จำเลยนะครับ ดังนั้นต้องรักษาที่สาเหตุที่มาทำร้ายตับ ไม่ใช่มาโทษไขมันพอกตับ .. และ อาหารไขมัน ก็ไม่ใช่จำเลยที่ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ นะครับ กินไขมัน ไม่ได้ทำให้เกิดไขมันพอกตับครับ แต่ กินไขมันมาก มีข้อเสียอย่างอื่นครับ