-เป็นข่าว ฮือฮา ว่า ระดับ รองนายก ออกมาให้ ใช้ ใบมะละกอ รักษามะเร็ง บอกว่ามีต่างชาติ จดสิทธิบัตรแล้ว …มาดูว่า ความจริงมีแค่ไหนครับ
-การศึกษา นำใบมะละกอ Carica papaya leaf มาอบในความร้อน 60 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง 3 รอบ และนำมาบด จากนั้น นำผงใบมะละกอบด 1 กรัมมาละลายในตัวทำละลาย และ ทดสอบใน หลอดทดลองของ เซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 cell line โดยมี สารที่ใช้เปรียบเทียบ อีก 2 อย่าง คือ Quercetin (สาร flavonoid ที่สกัดจาก ยอดอ่อนของมะละกอ ซึ่ง สามารถสกัดได้จาก berry หลายชนิด) และ ยา Doxorubicin ซึ่งเป็นยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษามะเร็งเต้านมกันอยู่ในปัจจุบัน
-ผลการศึกษาพบว่า ความเข้มข้น ที่จะต้องทำให้เซลล์มะเร็งเต้านม ตายไป 50% (IC50) ต้องใช้ น้ำใบมะละกอสกัด 1319 g ขณะที่ ใช้ยา Doxorubicin 3.8 g คือ ต้องใช้ น้ำใบมะละกอ 350 เท่าของยาที่ใช้ในปัจจุบัน ถึงแม้จะใช้ Quercetin ซึ่งมีการจดทะเบียน เป็นอาหารเสริมในตลาด ก็ต้องใช้มากกว่า ถึง 30 เท่า
-ในการใช้ยาทุกชนิด จำเป็นต้องคิดถึง ผลเสีย หรือ ผลข้างเคียงของยาด้วย การทดสอบในหนูที่ยืนยันว่า Quercetin ปลอดภัย คือ การใช้ Quercetin ขนาด 2 g/ Kg น้ำหนักตัว ติดต่อกัน นาน 12 สัปดาห์ สิ่งที่พบคือมีการกระหายน้ำมากขึ้น น้ำหนักตัวมากขึ้น และเซลล์ตับมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย… ซึ่งการทดสอบด้านความปลอดภัย นั้น น้อยกว่าที่ใช้รักษามะเร็งหลายเท่านัก .. ดังนั้น หากจะใช้ในการรักษามะเร็ง จะต้องมีการทดสอบ ที่มากกว่านี้
-ผลที่ว่า ได้ผลกับ เซลล์มะเร็ง เป็นแค่ในหลอดทดลอง และ หากจะนำมาใช้จริง มาจดสิทธิบัตร จำเป็นต้องมีการทดลองในสัตว์ทดลอง ก่อนที่จะมาทดลองในคน และ การทดลองในคน ก็ต้องเป็นห้องทดลองที่มีความปลอดภัย และ ตรวจสอบรายละเอียดทุกด้าน อย่างมาก ที่เรียกกันว่า First in Human ซึ่ง ในประเทศไทย เพิ่งมีความพยายามทำห้องทดลองที่ได้มาตรฐานนี้ ที่ศิริราช …. การศึกษาทั้งหลาย ต้องการความละเอียดรอบคอบ และ ต้นทุนสูงมาก ระดับ ร้อยล้าน ถึง พันล้าน … และต้องการบุคลากรคุณภาพที่ผ่านการฝึกฝน และ มีความเข้าใจอย่างดี เกี่ยวกับการทดสอบยาที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับ และ ทำให้ประชาชนผู้ใช้ยา มั่นใจว่า ยาได้ผล และ ปลอดภัย ไม่ใช่ กิน หรือ ฉีดสารพิษเข้าไปในร่างกาย
-ก็ดีใจนะครับ ที่ระดับ รองนายกฯ จะสนับสนุน ให้เกิดการวิจัย ที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามมาตรฐานสากล

