-ในยุคแรกของการรักษามะเร็ง เกือบทุกชนิด เน้นที่การผ่าตัด คือ พยายามตัดก้อนมะเร็งออกจากร่างกายของเรา แต่ต่อมาพบว่า แม้ตัดมะเร็งออกไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะว่า อาจจะมีเซลล์มะเร็งบางส่วน เล็ดลอดไปตามท่อน้ำเหลือง หรือ กระแสเลือด ไปซ่อนตัว และ เติบโตที่อวัยวะอื่นไกลออกไป ที่ไม่ใช่อวัยวะต้นทาง เช่น แพร่กระจายไป ปอด ไปตับ ฯลฯ จึงเป็นที่มาของการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ที่เล็ดลอดออกไป
–การให้ยาเคมีบำบัดในยุคแรก จะเป็นการให้ยาหลังการผ่าตัด ที่เรียกว่า adjuvant chemotherapy หรือเป็นการรักษาเสริม ซึ่งการให้ยาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยากินต้านฮอร์โมนในมะเร็งเต้านม ยามุ่งเป้า ล้วนแต่ ให้หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้วทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะว่า ในการผ่าตัด เราจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นว่าอยู่ในระยะไหน คุ้มหรือไม่กับการให้การรักษาเสริม (การรักษาเสริม ก็มีผลข้างเคียง มีข้อเสีย) ดังนั้น หากประโยชน์ที่เกิดขึ้น ไม่คุ้มกัน ก็ไม่ต้องให้ เฝ้าดูดีกว่า เกิดเรื่องเมื่อไหร่ค่อยมาว่ากัน
-ในระยะประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการให้ยาเคมีบำบัด ก่อนการผ่าตัด (Neoadjuvant Chemotherapy) โดยเริ่มต้นจาก ผู้ป่วยที่มีมะเร็งระยะที่เป็นมาก ก้อนใหญ่ มีโรคที่ต่อมน้ำเหลืองมากแล้ว การให้เคมีบำบัดจึงหวังว่า จะทำให้เซลล์มะเร็ง ตายไปบางส่วน ก้อนมะเร็งเล็กลง ต่อมน้ำเหลืองยุบลง ทำให้สามารถผ่าตัดรักษาได้ง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสหายจากโรค… แต่ถึงแม้ว่า การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด ทำให้มะเร็งมีขนาดเล็กลง แต่ ส่วนใหญ่ ก็ไม่สามารถทำให้มะเร็งหายไปทั้งหมด ยังเหลือก้อนมะเร็งอยู่ หรือเหลือเซลล์มะเร็งอยู่ สุดท้าย ก็ยังต้องทำการผ่าตัดอยู่ดี ดังนั้น การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด จึงยังไม่เป็นที่นิยม และทำให้เราไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับวางแผนการรักษา เหมือนกับการผ่าตัดก่อน ในช่วงที่ผ่านมา การรักษามะเร็งที่มีขนาดไม่ใหญ่ โรคยังไม่มาก จึงยังคงเป็นการผ่าตัดก่อน แล้ว ค่อยตามด้วยการให้ยา
-ประโยชน์ของการให้เคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด จึงจำกัดอยู่ในกรณีที่มะเร็งมีขนาดใหญ่ มีรอยโรคอยู่เยอะ หรืออีกกรณีหนึ่ง เป็นการให้เพื่อให้ก้อนมะเร็งเล็กลง การผ่าตัด ง่ายขึ้น และ มีทางเลือกที่จะผ่าตัดโดยไม่ต้องตัดอวัยวะที่เป็นมะเร็งออกทั้งหมด อย่างเช่น การรักษามะเร็งเต้านมที่สามารถเก็บสงวนเต้านมไว้ ไม่ต้องตัดเต้านมทั้งเต้า
-เมื่อมีการใช้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดมากขึ้น และติดตามผู้ป่วยหลังการรักษา กลับพบว่า มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยที่ได้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด และ ก้อนยุบลงจนหายหมด แม้ตัดเนื้อเยื่อบริเวณที่เคยมีมะเร็งอยู่มาตรวจ ก็ไม่พบเซลล์มะเร็ง เหลืออยู่ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หายจากโรค ไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำ ผลลัพธ์ ดีกว่า ผู้ป่วยอื่นๆ มาก … แพทย์จึงเริ่มสนใจว่า มีผู้ป่วยคนไหนบ้าง ที่เหมาะสมที่จะให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด
-การศึกษานี้ มีขึ้นอย่างกว้างขวางในมะเร็งเต้านม … ถึงแม้ว่า มะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่ เมื่อให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด มะเร็งส่วนใหญ่ (40%) จะมีขนาดเล็กลง ถึงแม้ปัจจุบัน ยาที่รักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มีเพียงร้อยละ 30+ เท่านั้น ที่ก้อนมะเร็งจะหายไปทั้งหมด จึงมีการศึกษาที่ละเอียดลงไป พบว่า มะเร็งเต้านมที่มี นิสัยเฉพาะ ที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮอร์โมน และ ไม่ตอบสนองต่อยามุ่งเป้า (Tripple negative breast cancer TNB) จะมีการตอบสนองต่อการให้ยาเคมีบำบัดจนก้อนยุบหมด สูงถึง 60-70% และ ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ตอบสนองต่อยามุ่งเป้า (HER2+) หากมีการให้ยามุ่งเป้าร่วมด้วย การได้ยา ก็ทำให้ก้อนมะเร็งยุบจนหมดก่อนการผ่าตัด มากขึ้น 50-60% ทำให้ในปัจจุบัน เมื่อแพทย์วินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม จึงมักจะส่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อทราบนิสัยของมะเร็ง และ วางแผน ขั้นตอนการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย
-ไม่ต้องแปลกใจ นะครับ ที่บางครั้ง แพทย์จะบอกให้ผ่าตัดก่อน แต่บางครั้งแพทย์จะบอกให้รับยาเคมีบำบัด และ ยามุ่งเป้าก่อน เพราะมีผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 20- 30% ที่มีลักษณะนิสัย ที่จะได้ประโยชน์จากการได้ยาก่อนครับ

