รู้จักอินซูลินจะเข้าใจและดูแลเบาหวานได้

-ปริมาณอินซูลินในร่างกายแต่ละคนมีปริมาณไม่เท่ากัน ทั้ง ในช่วงเวลาของวัน ต่างกันในแต่ละวัน และ แต่ละช่วงอายุ และแต่ละคน …. หัวใจคือ ถ้ามีปริมาณ อินซูลินเพียงพอ อินซูลิน จะสามารถนำน้ำตาลในเลือดไปเก็บที่ตับไว้สำรองสำหรับการใช้งานในรูปไกลโคเจน หรือ เก็บในรูปไขมัน แต่ถ้า มีอินซูลินพอ จะไม่มีน้ำตาลเหลือในกระแสเลือด นานเกินกว่าที่ควรจะเป็น

น้ำตาลที่เหลือเกินในกระแสเลือด ที่ไม่ได้ถูกเก็บ คือสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ที่จะทำให้เราป่วยเป็นโรคต่างๆสารพัด เพราะ อวัยวะต่างๆทำงานไม่ได้เนื่องจากมีน้ำตาลในกระแสเลือดมาคอยรบกวน เหมือนกับ เวลาที่เรากินอาหารแล้ว ไม่เก็บทำความสะอาด กินเสร็จแล้ว ทิ้งจานชามเศษอาหารไว้ในครัว บนโต๊ะ ในห้องรับแขก ในห้องนอน  ปล่อยให้ส่งกลิ่นบูดเน่า เราก็ไม่สามารถใช้ห้องเหล่านั้น ในการทำกิจกรรมอื่นๆได้อย่างเต็มที่ ฉันใด ก็ฉันนั้น คนเป็นเบาหวาน คือคนที่มีน้ำตาลในเลือด เหลือเกิน เกะกะไปหมด รบกวน สภาพแวดล้อมในการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย

-การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน มี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ การดูแลให้ไม่มีน้ำตาลเกินในกระแสเลือดนานกว่าที่ควรจะเป็น (แก้ที่เหตุ) และ ส่วนที่ 2 คือ การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเบาหวาน ช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่เสียหายจากภาวะเบาหวาน เช่น แก้ไขเท้าอักเสบเน่า จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ (แก้ที่ปลายเหตุ) … บทความวันนี้ ขอพูดแต่ส่วนที่ 1 คือ แก้ที่เหตุ

-อินซูลินผลิตจากตับอ่อน และ เก็บไว้ในเซลล์ตับอ่อน ที่เรียก เบต้าเซลล์ เมื่อมีน้ำตาลเพิ่มขึ้นในกระแสเลือด จะมีสัญญาณมาให้ เบต้าเซลล์ปล่อยอินซูลินออกมา ถ้าไม่มีน้ำตาลในกระแสเลือด ก็ไม่เรียกใช้อินซูลิน ฝ่ายผลิต ก็ผลิตอินซูลินเก็บสะสมไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไว้รอการเรียกใช้รอบถัดไป … ตรงนี้ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือน พ่อบ้าน หาเงิน มาและเก็บไว้ พอจะใช้ คุณนายที่บ้าน ก็มาหยิบเงินที่เก็บไว้ออกไปใช้ …. ถ้าอินซูลิน ในเบต้าเซลล์มีจำนวนไม่พอ เวลาถูกเรียกใช้ ก็นำอินซูลินออกไปเท่าที่มี แต่ไม่เพียงพอที่จะเก็บน้ำตาลในเลือดได้หมด เหมือนกับเวลาคุณนายจะเรียกใช้เงิน ถ้าเงินที่พ่อบ้านหามาและเก็บไว้ มีไม่พอ ก็ไม่สามารถใช้ซื้อของ หรือว่าจ้างได้ตามจำนวนที่อยากได้ ทำงานไม่สำเร็จ

-ประเด็นของเบาหวาน คือ 1) การสร้างอินซูลิน รวมถึง ปริมาณ อินซูลินที่เก็บไว้ในเบต้าเซลล์ และ 2) การเรียกเอาอินซูลินไปใช้ หาก ไม่เหมาะ ไม่สมดุล ก็เกิดสถานการณ์ที่มีอินซูลินไม่พอใช้ … การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน จึงเป็นการกำกับให้มีอินซูลินให้พอใช้ พอเหมาะ พอดี … ดูแล 2 ข้อนี้ ให้สมดุลได้ ก็ดูแลเบาหวานได้

-ในประเด็นการสร้างอินซูลิน บางคนมีปัญหาตั้งแต่เกิด ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่ได้ จึงเป็นเบาหวานตั้งแต่เด็ก กรณีนี้ ทำยังไง ก็ไม่มีอินซูลินใช้ ต้องไปขอจากภายนอก คือ การฉีดอินซูลิน สถานเดียว เหมือนที่บ้าน พิการ ทำมาหากินไม่ได้ ต้องให้คนสงเคราะห์ช่วยหาเงินมาให้เท่านั้น กลุ่มนี้ คือเบาหวานในเด็ก ที่เรียกว่า เบาหวานประเภทที่ 1 … แต่เบาหวานที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่ เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 คือ เบาหวานในผู้ใหญ่ ในคนที่เคยมีอินซูลินเพียงพอ แต่พอตับอ่อนแก่ตัวลง ความสามารถในการผลิตอินซูลินมีน้อยลง เหมือนคนหาเงินได้น้อยลง แต่ยังมีอินซูลินอยู่นะครับ ตับอ่อนยังผลิดได้อยู่ แต่ผลิตได้น้อยลง กรณีนี้ ก็สามารถแก้ปัญหาได้ 2 แนวทาง ทางแรกคือ หาเพิ่ม ตรงนี้ ด้วยการกินยารักษาเบาหวาน (เหมือนไปกู้เงิน) หรือ ฉีดอินซูลิน (เหมือนไปขอให้คนมาสงเคราะห์ ) เป็นการแก้ปัญหาฝั่งพ่อบ้าน

-แนวทางที่ 2 คือ ใช้ให้น้อยลง คือ กินให้มีน้ำตาลในเลือดน้อยลง (แต่กินให้เพียงพอกับการดำเนินชีวิต) เป็นการแก้ปัญหาฝั่งคุณนายที่บ้าน… ตรงนี้ คือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า คนเป็นเบาหวาน ห้ามกินน้ำตาล … ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ คนเป็นเบาหวานกินแป้งและน้ำตาลได้ แต่กินปริมาณที่พอดี เท่าที่อินซูลินที่ตับอ่อน(ซึ่งเสื่อมสภาพ) ผลิตได้….. เท่านี้ ก็คุมเบาหวานได้แล้วครับ … เรารู้ว่า อินซูลินที่สะสมในตับอ่อนมีน้อย เราก็ต้องใช้น้อย เหมือนกับคนมีเงินน้อย ไม่ได้แปลว่า ไม่ให้ซื้อข้าวกิน แต่ให้ซื้อกินให้เหมาะกับเงินที่มีอยู่ … คนเป็นเบาหวานก็เหมือนกัน มีอินซูลินน้อย ก็ต้อง กินแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง ในแต่ละมื้อ  และ รอให้ตับอ่อนผลิตอินซูลิน ให้พอสำหรับมื้อถัดไป จะเห็นว่า ตับอ่อน มีเวลาในการผลิต จากอาหารมื้อเย็น ถึงเช้า นานหน่อย เราก็กินมื้อเช้าได้มากหน่อย จากเช้าถึงเที่ยง ระยะเวลาสั้น มื้อเที่ยงก็กินให้น้อยหน่อย ประมาณนี้  โดยที่แต่ละมื้อ ต้องกินแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ กินมากเกินไป อินซูลินก็ไม่พออยู่ดี ต้องถือคติว่า กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่กินตามความอยาก ….

-มีประเด็นที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการกิน คือ การกินจุกจิก กินระหว่างมื้อ ไม่ดีต่อการดูแลเบาหวาน … เหตุผลคือ เวลาเรากินระหว่างมื้อ เหมือนการไปหยิบเอาอินซูลินในเบต้าเซลล์ออกมาใช้ก่อน พอถึงมื้ออาหารจริงๆ ก็มีอินซูลินเหลือไม่พอใช้ เหมือน ในระหว่างมื้อ แม่บ้าน ไปเอาเงินในกระเป๋าออกมาซื้อโน่นซื้อนี่ พอถึงมื้ออาหาร ก็มีเงินเหลือในกระเป๋า ไม่พอที่จะซื้อข้าวกิน … ประมาณนี้เลยครับ

-ดังนั้น ขาเข้า รู้ว่าคนเป็นเบาหวานผลิตอินซูลินได้น้อยลง ก็อาจขอความช่วยเหลือ จากยา หรือฉีดอินซูลิน … ส่วนขาใช้ ก็กินน้ำตาลแต่พอดี ไม่กินมากเกินไป และ กินเป็นมื้อ ไม่ควรกินจุกจิก หรือ กินระหว่างมื้อครับ อินซูลินจะได้มีพอใช้ครับ


รู้จักอินซูลินจะเข้าใจและดูแลเบาหวานได้